วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2552

วิธีที่น่าจะปฏิบัติเมื่อเด็กทำผิด

มีคนบอกเคยฉันว่าเมื่อเรากำลังประสบกับสถานการณ์ที่ยากๆเราจะมีโอกาสในการเรียนรู้ ฉันเพิ่งจะได้โอกาสเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาและประหวัดว่าฉันรู้แต่ลืม 

Katie เด็กนักเรียนเกรด12คนหนึ่งในห้องที่ฉันสอนเริ่มดึงโทรศัพท์มือถือออกมาและเริ่มต้นส่งข้อความ ฉันเริ่มแปลกใจ. "เธอทำอะไร?" ฉันคิด. โทรศัพท์มือถือไม่อนุญาตให้มีในโรงเรียนและเธอรู้ ฉันบอกเธอเพื่อให้ห่างจากโทรศัพท์เคลื่อนที่, และหลังจากที่เธอส่งข้อความแล้ว เธอจึงดึงช็อกโกแลตบาร์ออกมาและเริ่มรับประทาน Katie ยังรู้ว่าการรับประทานอาหารในห้องเรียนไม่สามารถเกิดขึ้นได้ที่โรงเรียนของเรา. ฉันบอกเธอเพื่อที่จะนำมันออกไปและเธอก็ทำ หลังจากนั้นแล้วเธอก็ได้นำขวดน้ำออกจากถุงของเธอและเริ่มเปิดมันเหนือคีย์บอร์ด ฉันบอกเธอเพื่อให้เก็บมันเสีย เธอตอบว่าแค่น้ำ มีปัญหาอะไร? ฉันไม่มีปัญหากับนักเรียนที่ดื่มน้ำในห้องเรียนของฉันแต่ไม่ใช่ที่เครื่องคอมพิวเตอร์. น้ำอาจสาดบนแป้นพิมพ์ได้ เธอก็ได้จิบน้ำแล้วใส่ขวดเธอกลับไปในถุง. 
ฉันเริ่มรู้สึกว่าเธอทำตัวแปลกๆ  ต่อมาฉันพบว่าเธอกำลังใช้โทรศัพท์มือถืออีกครั้ง นั่นคือฟางเส้นสุดท้าย! ฉันหมายความว่าจริงๆ-พอกันที. เวลานี้ฉันขอเธอไปที่สำนักงานและบอกVP เกี่ยวกับเรื่องโทรศัพท์มือถือ. 
Katie
ปฏิเสธ เธอบอกฉันที่เธอไม่ได้ไปที่สำนักงานเนื่องจากเธอมีงานมาก นั่นคือความจริง เพราะเธอโดเรียนมาประมาณ 20 คาบแล้ว! ราวกับ พฤติกรรมของKatie ไม่เพียงพอ, พวกเด็ผู้ชายในชั้นเริ่มส่งเสียงอื้อึงให้ฉันลืมเรื่องนี้เสีย

ฉันบอกเธอไปสำนักงานแต่เธอปฏิเสธอีกครั้ง. ฉันจึงบอกเธอว่าถ้าเธอไม่ทำตามคำขอของฉัน ฉันต้องโทรเรียกสำนักงานและจะมีผู้ดูแลมานำเธอออกไป. เธอยังคงปฏิเสธดังนั้นฉันจึงเรียกสำนักงานและอธิบายสถานการณ์ ผู้ดูแลจึงมา


ช่วงรับประทานอาหารกลางวันฉันได้แชร์เรื่องราวที่เกิดขึ้นในห้องเรียนกับเพื่อนของฉัน การตอบสนองของเขา คือการที่ฉันควรทำใจให้เย็นๆ  "ใจเย็นๆ" ฉันคิด "ใจเย็นๆ!" หลังจากที่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นเธอกลับบอกให้ฉันใจเย็น มันดูเหมือนว่าเขากำลังทำให้ฉันใจร้อนขึ้นมากกว่า ขอบคุณมาก!

และฉันมั่นใจตอนนี้ความดันน่าจะขึ้นจนสุดแล้วแน่ๆ

ภายหลังจากที่ใจฉันเย็นลง ฉันฉันเริ่มคิดว่าอาจเป็นเพื่อนของฉันที่พูดถูก ไม่แน่ว่าฉันอาจจะต้องอ่อนโยนกับ Katie ที่อาจจะไม่เลวร้ายไปซะทีเดียว ฉันหัวเสีย การทำใจร้ายของฉันไม่เคยนำสันติภาพมาสู่ห้อง ในทางตรงกันข้าม ยิ่งฉันคิดแย่ๆเกี่ยวกับ Katie ฉันยิ่งหัวเสีย  

ฉันขอสาบานว่าในวันรุ่งขึ้นฉันจะอ่อนโยนกับเธอ และช่วยเหลือเธอในเรื่องนี้

ฉันเริ่มตระหนักรู้ถึงสิ่งที่ลืมไปว่า เวลาที่เด็กแสดงพฤติกรรมเช่นนี้ออกมา  จริงๆแล้วพวกเขากำลังขอความช่วยเหลือ. พวกเขาไม่จำเป็นต้องเจ็บปวดมากไปกว่านี้อีกแล้ว ฉันจะลองพูดคุยกับที่ปรึกษาของ Katie ดูว่า ฉันพอจะทำอะไรได้บ้างอีกด้วย

 

ประสบการณ์จากเว็บไซต์ http://www.teachersatrisk.com/I’m reminded of the need to soften my heart” ตีพิมพ์เมื่อ 12 เมษายน 2552

some concrete tactics cumulated from the world wide network

let's start!
1.เริ่มการเรียนโดยการอ่านหนังสือพิมพ์ให้พวกเด็กๆฟัง แล้วให้เด็กลองสรุปสิ่งที่ได้ยินและรับรู้ แล้วคุยกับเพื่อน เพื่อฝึกทักษะการมีปฏิสัมพันธ์
2.ให้เด็กลองอัดวิดีโอจากมือถือ และสร้างเรื่องราวสั้นๆเกี่ยวกับตัวเขาและเพื่อนๆดู (อย่าลืมให้คะแนนด้วย) เพื่อฝึกทักษะการแก้ปัญหา ชมวิีโอได้ที่นี่ http://www.teachersatrisk.com/2009/03/27/lights-camera-action/
3.ตั้งคำถามกลับสำหรับเด็กเจ้าปัญหา เช่น ทำกับผมเหมื่อนเป็นผู้ใหญ่หน่อย แทนที่เราจะบอกว่าเขายังเด็ก ให้ลองถามดูว่าผู้ใหญ่ควรทำตัวอย่างไร
4.ทำงานนำเสนอแล้วตีพิมพ์เผยแพร่ทางเว็บไซต์ เพื่องานที่มีคุณภาพมากขึ้น

เพิ่มเติมในโอกาสหน้าครับ

http://www.teachersatrisk.com/

วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2552

แนะนำเว็บไซต์ครับ

ข้อมูล และรายละเอียดการเรียนภาษาอังกฤษครับ


วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2552

ความสำเร็จ

"ความพยายาม และความเข้าใจ เป็นหนทางในการแก้ไขเด็กที่มีความบกพร่องในด้านการเรียนรู้ได้ดีที่สุด"
เป็นคำพูดที่ผมเคยกล่าวเอาไว้เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
บัดนี้ข้อความดังกล่าวนั้นได้ถูกนำมาเน้นย้ำอีกครั้ง ด้วยหลักฐานที่หนักแน่นกว่าการวิจัย และการศึกษาใดๆ
น้องที่อยู่ในความดูแลของอาจารย์หลายๆท่านรวมถึงผม บัดนี้ได้มีความสามารถในการเขียนอ่าน เทียบเท่ากับเด็กทั่วไปแล้วครับ และกำลังมีการพัฒนาที่เรียกได้ว่าทำให้อาจารย์ทุกคนรวมถึงผู้ปกครอง มีความพอใจในผลที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี
ดังนั้น ต้นกำเนิดและจุดมุ่งหมายของบล็อกที่เล็กมากๆแห่งนี้น่าจะสิ้นสุดลงแล้ว
ด้วยข้อสรุปจากการดูแลเด็กคนหนึ่งจนได้รับการพัฒนาที่เทียบเท่ากับเด็กทั่วไป (และเข้าใจว่าควรจะมากกว่าเด็กทั่วไปเสียอีก ในอนาคตอันไกล้)

วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2551

สรุปความจาก schoolhouse block :Handling learning disabilities โดย Angela Mitchell

ในฐานะของผู้ปกครองหากได้ทราบว่าลูกของตนมีปัญหาบกพร่องทางด้านการเรียนรู้ ย่อมต้องเกิดความตระหนกตกใจ บางรายถึงขั้นไม่เป็นอันกินอันนอน
แต่ความจริงมีอยู่ว่า คำว่า Learning Disabilities นั้นเป็นคำที่มีแนวโน้มว่าจะทำให้ทั้งผู้ป่วยและครอบครัว หวาดกลัวต่อมันมากเกินกว่าความเป็นจริง
จากสถิติ เด็กในประเทศสหรัฐอเมริกา 15-20 % เป็นผู้ที่มีความพกบร่องด้านการเรียนรู้ จากตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า ความผิดปกติดังกล่าวนี้มีจำนวนมากจนแทบจะเป็นเรื่องปกติในสังคม
และที่สำคัญเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งว่าเด็กเหล่านี้ มีระดับIQโดยเฉลี่ยสูงกว่าเด็กปกติด้วยซ้ำ

บางที อาจจะถึงเวลาแล้วที่เราต้องตั้งคำถามว่า ความขาดตกบกพร่องในบางเรื่องนั้นเป็นธรรมดาของมนุษย์หรือไม่ หรือ LD อาจเป็นเรื่องของการมองโลกในแง่ร้ายของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือเปล่า และ
มีความยุติธรรมมากน้อยแค่ไหนในการตัดสินว่าเด็กคนหนึ่งเป็นเด็กที่มีความบกพร่องด้านการเรียนรู้ ในเมื่อแม้แต่ในปัจจุบันนักการศึกษาเองก็ยังไม่สามารถให้คำตอบในเรื่องของการดูแลรักษาเด็กกลุ่มนี้ได้อย่างชัดเจน

คำแนะนำจากประสบการณ์ของข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าเลือกใช้พื้นที่ส่วนนี้เผยแพร่ข้อมูลของข้าพเจ้าส่วนหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องกับแนวทางในการเลี้ยงดูเด็กที่มีอาการ LD อนึ่ง พื้นที่เ ผยแพร่บทความนี้สามารถเข้าถึงได้โดยไม่ผ่านการคัดกรอง ดังนั้นจึงขอสงวนข้อมูลบางอย่างไว้ ณ โอกาสนี้

ข้าพเจ้าสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนมัธยม 2 แห่งที่มีชื่อเสียงที่สุดในภาคตะวันออก
ข้าพเจ้าได้รับการเลี้ยงดู ด้วยความรักและความเอาใจใส่จากพ่อแม่ของข้าพเจ้าเป็นอย่างดี
โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าพเจ้าและพ่อแม่ มีความต้องการที่จะให้ตัวข้าพเจ้า เป็นผู้เลือกการดำเนินชีวิตของข้าพเจ้าเองตั้งแต่ยังเด็ก
จุดนี้เองที่ข้าพเจ้ามองว่า เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ข้าพเจ้าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีหากประเมินจากวัยวุฒิของข้าพเจ้าในปัจจุบัน
"การสนับสนุนของพ่อแม่ให้ลูกของตน สามารถตัดสินใจเลือกใช้ชีวิตได้ตามความต้องการของตนเอง โดยพ่อแม่อยู่ในฐานะของที่ปรึกษาและเพื่อนนั้น นอกจากจะช่วยพัฒนาสติปัญญา ยกระดับความเป็นผู้นำ และค้นพบความสามารถพิเศษในตัวเองของลูกแล้ว ในกรณีของเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ยังสามารถช่วยให้เด็กปรับตัวและพัฒนาการเรียนรู้ของตนเองได้แบบก้าวกระโดดอีกด้วย"
 ทั้งนี้ผู้ที่มองเห็นพัฒนาการของลูกในจุดนี้ จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากพ่อแม่ที่เฝ้าดูลูกเติบโตอย่างใกล้ชิด นั่นเอง